บ้านดวงไฟ แห่งชีวิต บนเกาะตะเภาน้อย ภูเก็ต

หลายคนที่เคยขึ้นรถไปกับเรือประมง เรือบรรทุกผู้โดยสาร เรือสบาย หรือเรืออะไรก็ตามแต่ว่าในยามค่ำคืน อาจเคยมองเห็นว่ามี บ้านดวงไฟ ส่องสว่างวาบไหวเป็นสัญญาณไกลๆอยู่ตรงริมฝั่ง หรือเกาะใดเกาะหนึ่งใกล้แผ่นดิน บางดวงสว่างเพียงแต่วาบเดียวแล้วหายไปประมาณ 2 วินาที บางดวงกะพริบ 2 วาบแบบตลอด หลังจากนั้นก็ดับไปแล้วกลับมากะพริบใหม่อีกรอบ นั่นเป็น ประภาคาร

“ลักษณะวาบไฟแต่ละที่จะแตกต่างกันเลย ในโลกนี้มีมากมายตั้ง 256 ลักษณะวาบไฟ ต้องตั้ง code ไม่ให้แบบเดียวกัน” ร.ต.สุชิน ให้ข้อมูล พร้อมเล่าว่า

ประภาคาร เกาะตะเภาน้อย สร้างขึ้นปี พุทธศักราช2442 อยู่ในความรับผิดชอบของ กองเรือนตะเกียง กรมเจ้าท่า กระทรวงคมนาคม ถัดมาในปี พุทธศักราช 2462 ตรงกับยุครัชกาลที่ 6 ได้มีการโยกย้ายไปอยู่ในความควบคุมดูแลของกระทรวงทหารเรือ

ในสมัยแรก ประภาคาร ที่นี้ใช้พลังงานจากน้ำมันก๊าด แล้วเปลี่ยนแปลงมาใช้แก๊สในปี พุทธศักราช2470 แล้วแปลงอีกครั้งตอนวันที่ 22 เดือนสิงหาคม พุทธศักราช2540 คือการใช้พลังงานจากแสงอาทิตย์

“ในเวลานี้ใช้ระบบโซลาร์เซลล์ รวมทั้งมีระบบระเบียบแมนนวลด้วย อย่างตอนกลางวันพวกเราจะเก็บพลังงานจากแสงอาทิตย์ไว้ภายในแบตเตอรี่เพื่อใช้ในช่วงกลางคืน นายประภาคารหรือคนเฝ้าต้องช่วยเหลือกันดูแลให้ดี เนื่องจากว่าหากกระแสไฟฟ้าย้อนกลับไปที่แผงรับพลังงานจะใช้การไม่ได้เลย”

เมื่อพระอาทิตย์คล้อยลับเส้นขอบฟ้า ตะเกียงประภาคารเกาะเรือสำเภาน้อยก็เริ่มส่อง โดยมีนายเรือนตะเกียง หรือ “คนเฝ้าไฟ” รอตรวจทานดูแล กว่า 100 ปีล่วงผ่าน เรือนตะเกียงนี้ยังคงปฏิบัติภารกิจ “ดวงประทีปที่ทะเล” นำทางอ่อนลำน้อยกลับคนแผ่นดินแม่

บ้านดวงไฟ เหมือนโลกอีกใบ แห่งอันดามัน

เป็นความรู้สึกแรกที่ก้าวขึ้นเกาะเล็กเกาะน้อยๆขนาด 58 ไร่ ในทะเลอันดามัน เกาะจังหวัดภูเก็ตแลเห็นตรงเส้นขอบฟ้าทิศใต้ ต่อจากริมทะเลรูปจันทร์เสี้ยวไปไม่ไกลหมายถึงเกาะเรือตะเภาใหญ่ แม้กระนั้นก็เหอะ ก้าวแรกที่เหยียบยืนบนเกาะเรือสะเภาน้อย อารมณ์รับทราบหนึ่งก็จู่จับโดยมิได้มุ่งมาดล่วงหน้า เสมือนโลกอีกใบ…

พวกเราอยู่ตรงนี้ 4 วัน 4 คืน โดยขอปันพื้นที่จากนายประภาคาร 2 นาย ซึ่งถัดมาพวกเราเรียกพวกเขาว่า “คนเฝ้าไฟ” กับสุนัข 3 ตัว นกแก๊กฝูงหนึ่ง และก็ทุกๆชีวิตที่เติบโตผลิดอกใบอยู่บนเกาะนี้มานับหมื่นวงรอบปี พวกเราแขก 4 คน บนเกาะซึ่งแทบจะไม่มีผู้ใดมาพักพักแรมคืน

ขณะที่อยู่บนเกาะเรือตะเภาน้อย บอกได้ว่าตอนที่นี่หมุนไปอย่างเนิบช้า พวกเราเห็นทุก ๆ คนคล้อยเขยื้อนเคลื่อนที่ พระอาทิตย์ส่องฉาย ปุยนุ่นก้อนเมฆลอยละล่อง น้ำลงในยามสาย แล้วก็ขึ้นอีกรอบในยามพระอาทิตย์คล้อยเส้นขอบน้ำเส้นขอบฟ้า

ในเวลายามพวกนั้นเอง ที่ผมได้ศึกษาสิ่งจำเป็นอันดับหนึ่งเป็นไม่สมควรเรียกร้องสิ่งใดมากเกินสามัญ ไม่สมควรเรียกร้องแดดสด ฟ้าคราม หรือห้ามพายุฝนฟ้า โดยเฉพาะ ไม่สมควรเรียกการคิดคำนึงจากใครๆในเมืองใหญ่แสนไกล…

อยู่บนเกาะ ชีวิตเรามีจังหวะก้าวอยู่สองแบบร่วมกันเป็นไม่ขึ้นภูเขาก็เลาะเลียบหาดทรายลงทะเล ในรุ่งเช้าฝูงนกแก๊กมักมายอดเยี่ยมพวกเราตรงลานไม้ จะด้วยสาเหตุใดก็ตาม พันจ่าเอก สนิท แสงสว่างสุริยง นายประภาคารประจำเกาะ มักวางข้าวสวยไว้ให้พวกมันบนแป้นไม้ พอลวงบ่าย ผมจะตามพวกมันขึ้นเขาภูเขา บางวันพวกมันพาฝูงไปหากินตามแนวหน้าเขาหิน

ผมทำเป็นเพียงแต่ยืนมองดูแดดทอวิบวับ นิ่งมองดูผีเสื้อและก็นกเล็ก ๆ บินร่อนใต้เรือนยอดไม้ บางเย็นผมถูกใจที่จะวางกล้องถ่ายรูปไว้ชั่วครั้งชั่วคราว ออกก้าวเดินไปบนชายทะเลรูปจันทร์เสี้ยว

ขณะเพื่อนฝูงบางบุคคลใช้เวลาบนชิงช้าที่ห้อยร้อยใต้ต้นมะขามใหญ่ บ้างก็อยู่กับตัวเองเฉยๆบนสะพานเทียบเรือซึ่งทอดยื่นออกไป บางเย็นพวกเราดุ่ยเดินขึ้นเทือกเขาไปกับคนเฝ้าไฟ ปีนป่ายขึ้นเขาประภาคารโบราณสีขาว เพี่อจะมองออกไปยังโลกข้างนอก ซึ่งกว้างอย่างยิ่งเมื่อเทียบกับเกาะที่พวกเราอยู่

ตกค่ำเรา 4-5 คน นั่งล้อมวงกันที่นอกชานไม้ รับประทานอาหารที่ทำกันขึ้นเองกล้วยๆแลกเรื่องเล่า นั่งฟังเรื่องราวอันสันโดษว้าเหว่ แล้วก็ประเด็นชีวิตมากมายหลายสีสันจาก บ้านดวงไฟ 4 วัน 4 คืน บนเกาะเรือตะเภาน้อยไม่นับว่าเหนื่อยยากนัก สหายบางบุคคลเอ่ยประมาณว่า นับเป็นการรอนแรมที่น่าจำยิ่ง ที่ได้เจอโลกอันสงบเงียบเย็นใจใน พุทธศักราช นี้

ผมเห็นด้วยกับเขา ขณะทำงานอยู่บนเกาะ ที่นับว่าทุกข์ยากก็อาจมีแค่เพียง แม้ไม่มีเสียงเครื่องปั่นไฟซึ่งดังกังวานในทุกเวลากลางคืนแล้ว พวกเราก็จำเป็นต้องจำทนฟังเสียงเต้นของหัวใจตัวเอง

ประหนึ่งหอคอยอันโดดเดี่ยว

เป็นโมงยามแรกที่เรือนตะเกียงเกาะเรือสะเภาน้อยปรากฏในหัวเรือตรงหน้า ลักษณะทรงสอบสูงมากขึ้นไป สีขาว ตั้งสูงเด่นอยู่บนยอดดอย เชิญชวนให้คิดถึงหนังสักเรื่อง บรรยากาศห่อคลุมไว้ด้วยป่าดิบชื้น ทั้งมรสุม พร้อมจะจมเรือทุกลำที่แล่นเฉียดฉิวเข้ามา

ในวันแรกมาเยี่ยม คลื่นหัวแตกม้วนเกลียวทั่วสมุทรอันดามัน แดดแรงแรง แต่ทว่าบนเทือกเขาศูนย์กลางเกาะกลับปกคลุมอยู่ด้วยก้อนเมฆทึมเทา

ก้าวขึ้นบนเกาะ เงยขึ้นไป ประภาคาร สีขาวดูก่อนวภาพลวงกลุ้มรุมด้วยป่าดงดิบเช่นผืนประพรมนุ่มดก ในวันนั้นผมเลือกที่จะเงย “เขา” อยู่ไกลๆฟังเรื่องเล่าเกี่ยวกับเขาผ่านคนเฝ้าไฟที่อยู่ร่วมมานานนับสิบปี

ดวงดาวเสมือนดวงไฟ ประดับประดาราตรีแห่งท้องทะเล

โมงยามบนเกาะแต่ละวันดำเนินไปแบบนี้ เมื่อพระอาทิตย์ลับลา ทุกสิ่งบนเกาะก็เหมือนหยุดเคลื่อน มีเพียงแค่เสียงคลื่นกลืนกลบผืนทราย แมลงบางสายพันธุ์กรีดปีก รวมทั้งถ้อยเสวนาของเราจากบ้านไม้ข้างหลังน้อย เรื่องเล่าก็เลยเป็นความรื่นเริงเดียวที่พวกเรามี ขณะเส้นขอบฟ้าทิศใต้ปรากฏเกาะจังหวัดภูเก็ตตกแต่งดวงไฟหลายสี

“ในกลุ่มนายประภาคารอย่างพวกเราๆถ้าหากคนใดกันผ่านเกาะจวงมาแล้ว ก็ไม่ต้องกลัวว่าที่ไหนจะทุกข์ยากลำบากอีก” พี่สุคุ้นชินเริ่มเรื่องเล่า เป็นราวกับปูมของคนเฝ้า บ้านดวงไฟ เรือนตะเกียงเกาะจวงถือว่าดั้งเดิมชั้น 2 สร้างเมื่อ พ.ศ. 2440 แต่ในความ “ยาก” แล้ว คนเฝ้าไฟชูให้ตรงนี้เป็นมหาวิทยาลัยระดับปริญญาเอก

ด้วยเกาะจวงตั้งอยู่ค่อนอ่าวไทย เขตอำเภอสัตหีบ จ.ชลบุรีจุดบรรจบของ “น้ำสามเส้า” สายน้ำไหลวนมาบรรสิ้นสุดกันสามสาย ที่ซึ่งทะเลป่วนปั่นแทบจะตลอดปี

“ตรงนั้นคลื่นลมแรงตลอดละครับ จะขึ้นบกคราวก็ยากเหลือใจ จำต้องไปกันสองคน สลับกันถือท้ายเรือ มองลมมองคลื่น”

จากเกาะเรือสำเภาน้อย พี่สุเคยชินไปปฏิบัติหน้าที่ที่เกาะจวงอยู่ 5 ปี ดำรงชีวิตเสมือนคนติดเกาะ มีเพียงแต่สมุทรกับเรือนตะเกียงเหมือนเพื่อนแท้ วันเดือนผ่านไปด้วยการเดินขึ้นลงเขา ตะกายขึ้นไปเติมน้ำมันตะเกียง เพี่อให้ดวงไฟวับวาบออกไปในรัศมี 29 ไมล์ทะเล ตลอด 1 วัน แต่ละวัน ตลอดทั้งปีไม่ให้หาย

“เกาะจวงสันโดษ แม้กระนั้นธรรมชาติยังบริสุทธิ์อยู่มากมาย ป่าบริบูรณ์ มีผึ้งหลวงรังใหญ่ มีฝูงฮังเล (ตะทวด) ตัวยาวเป็นเมตร บริเวณเกาะก็มีน้ำหมึก มีปลาฉลามชุม” ตอนนี้เกาะจวงไร้คนเฝ้าไฟปฏิบัติภารกิจแล้ว เนื่องจากถูกลดฐานะเป็น “ประภาคาร” ปฏิบัติงานอัตโนมัติโดยพลังงานจากแสงอาทิตย์ รวมทั้งการควบคุมผ่านระบบออนไลน์

เกี่ยวกับความหมายของ “บ้านดวงไฟ” ถูกแบ่งออกเป็น 2 ลักษณะร่วมกันเป็นเรือนตะเกียง (Lighthouse) รวมทั้ง ประภาคาร (Light Beacon) ซึ่งความแตกต่างสำคัญๆเป็น เรือนตะเกียงจะส่องแสงตลอดระยะเวลา ก็เลยควรจะมีข้าราชการทำหน้าที่ ขณะประภาคารจะมีเพียงแต่นายช่างเดินทางไปตรวจสอบตามวงรอบปี

ตอนแรกในกาลก่อนคนออกเรือมีเพียงแค่ประภาคารธรรมชาติอย่างเปลวเพลิงบนภูเขาไฟเป็นหมุดหมาย ถัดมาก็เลยคิดสร้าง “ดวงไฟ” โดยก่อกองไฟบนที่สูงที่เป็นจุดหมายปลายทาง ถัดมาเรือนตะเกียงที่แรกก็เกิดขึ้น

เมื่อ 600 ปีกลายคริสต์ศักราชในแหลม incihisari ตำบล Troad หรือประเทศตุรกีในตอนนี้ มีผู้รอดูแลและก็เพิ่มเชื้อฟืนตลอดระยะเวลา ล่วงผ่านมากมายว่าสองพันปี ทุก ๆ วันนี้ประภาคารรวมทั้งเรือนตะเกียงยังถูกทำขึ้นเรื่อยตามหมู่เกาะไกลห่าง หิน ปลายแหลม

รวมทั้งปากแม่น้ำบนผืนแผ่นดินใหญ่ บางที่ถูกยกฐานะจุดสำคัญด้วยเหตุผลทางที่มีความสำคัญในการรบ การบ้านการเมือง เชื้อชาติ ขณะบางพื้นที่ต้องลดฐานะลงเพื่อความเหมาะสมสำหรับการดูแล

อาทิเช่นประภาคารเกาะจวง ที่เปลี่ยนหน้าที่เป็นเรือนตะเกียงเมื่อ พุทธศักราช 2540 ด้วยเหตุผลมาก หนึ่งในนั้นอาจจะมีเรื่องมีราวราวของสองบิดาลูก-นายประภาคารกับบุตรสาวตัวน้อย ที่ผู้บิดาหายไปกับลมพายุร้าย

เราเรียกว่า “บ้านดวงไฟ”

ที่เกาะเรือสะเภาน้อย ตารางชีวิตพวกเราแสนเรียบง่าย ตอนเช้า…ไม่รอคอยนกแก๊กก็ออกไปถ่ายรูปที่ริมหาด บ่าย ๆ เดินขึ้นเทือกเขา ไปเยี่ยมเรือนตะเกียงดั้งเดิมของคนเฝ้าไฟ ในวันที่สองผมขึ้นไปเยี่ยมป้อมปืนทางตะวันตกของเกาะ ป้อมนี้สร้างโดยทหารประเทศญี่ปุ่นตอนสงครามโลกครั้งที่ 2 ระหว่างใช้เกาะนี้เป็นจุดตรวจทานสมุทรอันดามัน

ระยะเวลาล่วงผ่านป้อมปืนซึ่งเคยกล้าแกร่งเหลือแค่ซากฐาน รายล้อมด้วยพงไม้รวมทั้งเรือนยอดใส่สาน ป้อมปราการอาจจะกว่าอาจจะฯลฯตะแบกใหญ่

ซึ่งแผ่กิ่งสาขาเหมือนกับป้อมปืนโบราณ เหมือนกับที่หาดทราย นานมากมาแล้วที่ชาวเลลงหลักสร้างเรือนอาศัย จนกระทั่งกำเนิดอหิวาต์ระบาด ผู้คนตายดุจใบไม้ปลิดลอยละล่อง พวกเขาก็เลยย้ายไปอาศัยบนฝั่งจังหวัดภูเก็ต สิ่งที่คงเหลือเป็นต้นมะขามใหญ่หลายท่านโอบรอบ กับต้นมะพร้าวสูงชะลูดเคียงเรือนยอดไม้

ใครได้มาท่องเที่ยวที่นี่ถือได้ว่าเป็น โบนัส แห่งชีวิต ที่จะได้สัมผัสกับบรรยากาศแสนเรียบง่าย ใกล้ชายทะเล ที่ล้อมล้อมไปด้วยเทือกเขา บนเกาะตะเภาน้อย บอกเลยว่าฟินสุดๆ