“ยาฆ่าเชื้อ” กินอย่างไรให้ถูกวิธี ไม่ให้มีอันตรายต่อร่างกาย

ยาปฏิชีวนะ แบคทีเรีย หรือ ยาฆ่าเชื้อ หนึ่งในยาสารพัดประโยชน์ยอดนิยมชองใครหลาย ๆ คน ด้วยความเชื่อที่ว่าจะช่วยทำให้อาการป่วยหายเร็วขึ้น ทำให้อาการอักเสบดีขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่แท้จริงแล้วเป็นความเข้าใจผิดอย่างมหันต์ และการใช้ยาผิดประเภทนั้นอาจส่งร้ายต่อร่างกายได้ โดยเฉพาะภายในลำไส้

ยาแก้อักเสบ เป็นยาที่มีฤทธิ์ในการลดการอักเสบ แก้ปวด รวมทั้้งยังมีฤทธิ์สำหรับการลดไข้อย่างเช่น แอสไพริน ไดโคลฟิแนค รวมทั้งไอบูโพรเฟน ฯลฯ ไม่มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อโรค

ไม่ว่าจะเป็นเชื้อแบคทีเรียหรือเชื้อไวรัส ยาแก้อักเสบใช้เพื่อบรรเทาลักษณะของการปวดแล้วก็การอักเสบ อย่างเช่น ปวดหลัง ปวดกล้าม ปวดข้อ อาการกลยุทธ์ปวดเมื่อย เอ็นอักเสบ แล้วก็กล้ามอักเสบ

เนื่องด้วยการอักเสบจำนวนมากมิได้เกิดขึ้นได้เพราะมีสาเหตุเนื่องมาจากการรับเชื้อแบคทีเรีย แม้กระนั้นเกิดขึ้นได้เนื่องมาจากต้นเหตุอื่น ดังเช่น ปวดหัวเข่าจากโรคข้อหัวเข่าเสื่อม การอักเสบของข้อจากโรคภูมิต้านทานทำลายตัวเอง หรือกล้ามอักเสบจากการยกของหนัก

ส่วน ยาสำหรับใช้ในการฆ่าเชื้อ เป็นยาที่มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อโรคต่างๆตัวอย่างเช่น เชื้อแบคทีเรีย เชื้อรา รวมทั้งเชื้อไวรัส ยาที่มีฤทธิ์ทำลายเชื้อแบคทีเรีย อย่างเช่น เพนนิซิลิน

และก็อะม็อกซีสิลิน ไม่มีฤทธิ์แก้ปวด หรือลดการอักเสบ ไม่มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อโรคเชื้อไวรัส ใช้รักษาโรคที่เกิดขึ้นจากการรับเชื้อแบคทีเรียแค่นั้น ตัวอย่างเช่น ต่อมทอนซิลอักเสบเป็นหนอง มีฉี่แสบขัดจากการได้รับเชื้อแบคทีเรีย ฯลฯ

รับประทาน ยาฆ่าเชื้อ อย่างไรให้ถูกวิธี

ยาฆ่าเชื้อ

1.ไม่กินยาฆ่าเชื้อโดยไม่จำเป็น

ยาฆ่าเชื้อ ควรจะรับประทานต่อเมื่อจำเป็นจะต้องเพียงแค่นั้น ควรจะมีเชื้อโรคเชื้อแบคทีเรียให้ฆ่า โดยเป็นการพิจารณาจากหมอ แม้มีลักษณะอาการซึ่งรู้สึกเจ็บคอจากหวัด ซึ่งหวัดมักมีต้นเหตุจากเชื้อไวรัส ไม่จำเป็นที่จะต้องรับประทานยาฆ่าเชื้อโรค เนื่องจากว่าลักษณะการเจ็บคอสามารถหายได้เองตามอาการโรคที่จะเบาๆดียิ่งขึ้น

2.ไม่เพิ่มความแรงของยาฆ่าเชื้อด้วยตัวเอง

ความแรงของยาที่ใข้เพื่อการฆ่าเชื้อ ไม่สมควรเพิ่มเองโดยไม่ขอความเห็นหมอ เพราะเหตุว่าบางทีอาจเสี่ยงเชื้อโรคดื้อยาโดยไม่จำเป็น แล้วพวกเราจำเป็นจะต้องการยาที่แรงขึ้นเรื่อยแพงขึ้นเรื่อยทำให้การดูแลรักษาเป็นไปด้วยความยากลำบาก

3.ไม่กินยาฆ่าเชื้อที่เหลือจากของเก่า

ในความเป็นจริงแล้วยาสำหรับใช้ในการฆ่าเชื้อเป็นยาที่จำต้องกินให้หมดดังที่หมอสั่ง เพื่อคุ้มครองปกป้องการดื้อยังในตอนหลัง แต่ว่าในบางบุคคลที่แอบเหลือยาเอาไว้ ไม่รับประทานต่อด้วยเหตุว่ามีความคิดว่าตนเองหายแล้ว

เมื่อมีลักษณะอะไรก็ตามเลยถือยาที่เหลือมากิน แต่ว่าการได้รับเชื้อแต่ละครั้งมิได้มีความหมายว่าจะเป็นเชื้อแบคทีเรียเสมอ และก็ถ้าติดเชื้อโรคที่อวัยวะต่างกัน ได้แก่ เคยรับประทานยาฆ่าเชื้อโรคที่คอ จะเอายาที่รับประทานเหลือมาใช้เพื่อทำลายเชื้อในกระเพาะปัสสาวะ และไม่ควรที่จะใช้ยาร่วมกับคนอื่น

4.ไม่กิน ยาฆ่าเชื้อ แบบแกะแคปซูลละลายน้ำ

ตัวยาที่ถูกใส่ในลักษณะของแคปซูล จะถูกชั่งน้ำหนักวัดตวงมาเป็นระเบียบแล้ว การแกะแคปซูลไปละลายน้ำ ทำให้ตัวยาบางส่วนติดอยู่ตามตูดของแคปซูล ทำให้ร่างกายรับยาไม่ครบ

ยิ่งกว่านั้น ยาในแบบอย่างแคปซูลถูกดีไซน์มาเพื่อตัวยาสามารถไหลผ่านกรดในกระเพาะ ผ่านน้ำย่อยในไส้ส่วนต้นแล้วให้ยาไปเสื่อมสภาพรวมทั้งซับตรงไส้ การปลดแคปซูลออกก่อน จะมีผลให้ตัวยาถูกสลายหรือบางทีอาจก่อกวนจากน้ำย่อย นอกเหนือจากที่

5.กินยาฆ่าเชื้อ ต่อเมื่อแพทย์สั่งยาให้แค่นั้น

การได้รับเชื้อของพวกเราในแต่ละครั้ง บางทีอาจเป็นเชื้อที่ไม่เหมือนกัน โดยเหตุนั้นไม่สมควรซื้อยาทำลายเชื้อรับประทานเอง รวมทั้งจำนวนที่รับประทาน ก็ควรจะได้รับข้อเสนอจากแพทย์ด้วยเหมือนกัน ควรจะกินตามฉลาก ตามคำแนะนำ

และก็จำต้องกินยาต่อเนื่องกันจนกระทั่งหมดแล้วก็สม่ำเสมอ ถ้าหากกินยาไม่สม่ำเสมอ เพราะว่ารู้สึกว่าหายก็ดีและก็หยุดยาเอง จะมีผลให้ร่างกายสะสมเชื้อดื้อยา

ซึ่งในในที่สุดก็จะเสี่ยงเป็นโรคเชื้อดื้อยา แล้วก็บางทีอาจป่วยไข้ร้ายแรงกว่าเดิมจะไม่ทำให้การดูแลและรักษาไวขึ้น หรือเปล่าไม่เหมือนกัน บางทีอาจมีผลห่วยกว่าการกลืนแคปซูลแบบปกติ

ยาแก้อักเสบ=ยาสำหรับใช้ในการฆ่าเชื้อ ใช่หรือ?

เกร็ดความรู้ ถ้าเรียกยาสำหรับใช้ในการฆ่าเชื้อว่ายาแก้อักเสบจะก่อให้รู้ผิดรู้สึกว่ายาที่ใข้เพื่อการฆ่าเชื้อสามารถรักษาการอักเสบได้ทุกจำพวก หรือในทางตรงกันข้ามที่มีความรู้สึกว่ายาแก้อักเสบสามารถฆ่าเชื้อโรคได้ จะก่อให้ใช้ยาไม่ถูกชนิดหรือรักษาไม่ถูกโรคได้

ยาแก้อักเสบ เป็นยาที่มีฤทธิ์ในการลดการอักเสบ แก้ปวด รวมทั้้งยังมีฤทธิ์ในการลดไข้เช่น แอสไพริน ไดโคลฟิแนค และไอบูโพรเฟน เป็นต้น ไม่มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อโรค ไม่ว่าจะเป็นเชื้อแบคทีเรียหรือเชื้อไวรัส ยาแก้อักเสบใช้ เพื่อบรรเทาอาการปวดและการอักเสบ ได้แก่ ปวดหลัง ปวดกล้ามเนื้อ ปวดข้อ อาการเคล็ดขัดยอก เส้นเอ็นอักเสบ และกล้ามเนื้ออักเสบ

เนื่องจากการอักเสบส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย แต่เกิดจากสาเหตุอื่น เช่น ปวดเข่าจากโรคข้อเข่าเสื่อม การอักเสบของข้อจากโรคภูมิคุ้มกันทำลายตนเอง หรือกล้ามเนื้ออักเสบจากการยกของหนัก

ส่วน ยาฆ่าเชื้อ เป็นยาที่มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อโรคต่างๆ ได้แก่ เชื้อแบคทีเรีย เชื้อรา และเชื้อไวรัส ยาที่มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย เช่น เพนนิซิลิน และอะม็อกซีซิลิน ไม่มีฤทธิ์แก้ปวด หรือลดการอักเสบ ไม่มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อไวรัส ( rupshikarai.co.in )ใช้รักษาโรคที่เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียเท่านั้น เช่น ต่อมทอนซิลอักเสบเป็นหนอง มีปัสสาวะแสบขัดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย เป็นต้น